Ho! Ho! Ho! It's Christmas time!!! | Charoenpanya

Ho! Ho! Ho! It's Christmas time!!!

Ho! Ho! Ho! It's Christmas time!!!

by webmaster
25 ธันวาคม 2562

~~ Jingle Bells…. Jingle Bells... Jingle all The way ~~

                เมื่อได้ยินเพลงนี้ควบคู่กับบรรยากาศแสนอบอุ่น ธีมสีแดงและเขียว บอกได้เลยว่านี่คือ วันคริสต์มาส แล้วจ้า เทศกาลยอดนิยมที่ทั่วทั้งโลกร่วมกันเฉลิมฉลอง โดยจะทำกิจกรรมอะไรบ้างนั้นตามมาดูกันเลย

 

It’s Christmas!!

                คริสต์มาส มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณ Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งถือว่าเป็นวันคล้ายวันประสูติของพระเยซู วันคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู ผ็ที่พระเจ้าส่งมาเกิดเพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเอง รวมทั้งเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลกจากเหตุการณ์นี้ด้วย ดังนั้น วันนี้จึงมีความสำคัญต่อชาวคริสต์ทั่วโลกอย่างมาก

 

Father Christmas

          ซานตาคลอส ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งวันคริสต์มาสเลยก็ว่าได้ เป็นแหล่งรวมจิตวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย โดยเชื่อกันว่าซานตาคลอส คือ นักบุญนิโคลาส ผู้เป็นสังฆราชแห่งเมืองไมรา จากเหตุการณ์ที่ท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง แล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี

                ส่วนจะกลายมาเป็นซานตาคลอสที่ทุกคนรู้จักกันได้อย่างไรนั้น? ต้องเริ่มจากการที่นักบุญนิโคลาส เป็นนักบุญชาวฮอลแลนด์ผู้อุปถัมภ์ของเด็ก ๆ ท่านเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วฮอลแลนด์ในนาม “ซินเตอร์คลาส” เมื่อชาวฮอลแลนด์อพยพไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกันได้เรียกเพี้ยนเป็น “ซานตาคลอส” โดยการอพยพครั้งนี้พวกเขาได้นำการฉลองนักบุญนิโคลาสไปด้วย โดยเชื่อว่าท่านจะมาเยี่ยม และเอาของขวัญมาให้เด็กคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ชาวฮอลแลนด์ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ต่อมามีการเปลี่ยนจากนักบุญนิโคลาสไปเป็นซานตาคลอส ชายสูงอายุ ผมและเคราสีขาว รูปร่างอ้วนกลม ใส่ชุดสีแดง ท่าทางใจดี อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเทียมกวางเรนเดียร์เป็นยานพาหนะใช้เดินทางมาเยี่ยมเด็กทุกคนบนโลกในวันคริสต์มาส ก่อนจะปีนลงมาจากปล่องไฟ แล้วนำของขวัญมามอบให้เด็ก ๆ ตามความประพฤติของพวกเขา

 

Christmas Tree

          คริสต์มาสทั้งทีจะขาดต้นคริสต์มาสได้อย่างไร? ต้นคริสต์มาส คือ ต้นสนที่นำมาประดับด้วยแอปเปิลและขนมปัง เพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท ต่อมาก็เปลี่ยนมาประดับไฟหลากหลายสีสัน ขนม และของขวัญ ตามที่พบเห็นในปัจจุบัน ซึ่งตามพระคัมภีร์เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเขียวขจีทุกฤดูกาล สื่อถึงความรักนิรันดร์ ความชื่นชมยินดี และความสามัคคีที่ท่านประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาส โดยต้นคริสต์มาสต้นแรกเกิดขึ้นเมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษ เดินทางไปประกาศศาสนาในเยอรมัน ท่านได้ช่วยเหลือเด็กที่กำลังจะถูกสังเวยที่ใต้ต้นโอ๊ก ซึ่งใต้ต้นโอ๊กพบต้นสนเล็ก ๆ ต้นหนึ่ง ท่านจึงกำหนดให้ต้นสนเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า “ต้นกุมารพระคริสต์” ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน เมื่อถึงเดือนธันวาคม ท่านได้ตัดต้นสนไปตั้งในบ้าน หลังจากนั้นต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก

        

Merry  Christmas

          Merry Christmas เป็นคำอวยพรที่เรามักจะได้ยินกันเสมอในวันคริสต์มาส คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า "สันติสุขและความสงบทางใจ" คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ ซึ่งประเพณีนี้ได้เริ่มมาจากรุงโรมในศตวรรษที่ 4 และค่อย ๆ เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง

 

ระฆังวันคริสต์มาส

          เสียงระฆังในวันคริสต์มาส คือ การเฉลิมฉลองให้กับการประสูติของพระเยซู โดยมีตำนานเล่าว่า การตีระฆังช่วงก่อนเวลาเที่ยงคืนในวันคริสต์มาส อีฟ มีวัตถุประสงค์เพื่อลดพลังความมืด ก่อนที่พระเยซูผู้ที่จะมาช่วยไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น และเสียงนี้จะดังกังวานนานนับชั่วโมง เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนซึ่งตรงกับวันคริสต์มาส เสียงระฆังนี้จะกลับกลายมาเป็นเสียงแห่งความสุข นอกจากนี้ เสียงระฆังยังเป็นสัญญาณบ่งบอกการตายของปิศาจ (Devil) ที่ถูกพาขึ้นมาโดยการกำเนิดของพระผู้เป็นเจ้า โดยระฆังโบสถ์จะรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “The Old Lad’s Passing bell” ซึ่ง Old Lad คือ คำสุภาพที่ใช้เรียกซาตาน เมื่อเสียงระฆังดังจึงช่วยขับไล่ภูตผีวิญญาณร้ายให้ออกไป

 

ของขวัญในวันคริสต์มาส

                สืบเนื่องมาจากการที่ชาวโรมันมักให้ของขวัญแก่เพื่อนในวันขึ้นปีใหม่ ต่อมาชาวอังกฤษได้ถือ “วันกลอง” (วันที่ 26 ธันวาคม) เป็นวันที่ศิษยาภิบาลเคยเปิด “กลองทาน” ในโบสถ์ แจกเงินให้สมาชิกที่ยากจน และมอบของขวัญแก่พวกคนใช้ เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ส่วนในทวีปยุโรป เด็ก ๆ มักจะเข้าใจว่า พระเยซูเป็นผู้นำของขวัญมาให้ แต่เด็กที่สหรัฐอเมริกา มักจะคิดว่า “ซานตาคลอส” ต่างหากที่นำของขวัญมาให้ในคืนก่อนวันคริสต์มาส หรือคริสต์มาสอีฟ

 

 

บทความโดย : goodjob for kids

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://hilight.kapook.com/view/18771