พฤติกรรมของลูกน้อยที่อาจกลายเป็นอาการโคลิค | Charoenpanya

พฤติกรรมของลูกน้อยที่อาจกลายเป็นอาการโคลิค

พฤติกรรมของลูกน้อยที่อาจกลายเป็นอาการโคลิค

by webmaster
18 พฤศจิกายน 2562

โคลิค คือ อาการร้องไห้อย่างหนักโดยไม่ทราบสาเหตุและไม่สามารถกล่อมให้หยุดได้ ถือว่าเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้กับทารกทุกคนที่มีอายุราว 2-4 สัปดาห์ โดยทั่วไปเมื่อทารกรู้สึกหิว กลัว เหนื่อย หรือรู้สึกเปียกชื้นมักจะส่งเสียงร้องไห้ออกมา แต่หากมีอาการโคลิคจะร้องไห้เสียงดัง เสียงแหลม ร้องนานกว่าปกติ และร้องไห้ในช่วงเวลาเดิม ๆ เป็นประจำ เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาเย็นหรือหัวค่ำ โดยรวมแล้วจะร้องไห้ประมาณวันละ 3 ชั่วโมง มากกว่าสัปดาห์ละ 3 วัน ยาวนานอย่างน้อย 3 สัปดาห์ หรือบางรายอาจนานกว่านั้น และอาจมีอาการดีขึ้นเมื่ออายุประมาณ 3-4 เดือน

 

สาเหตุเกิดจากอะไร?

                ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอาการโคลิค แต่อาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น

  • การหดเกร็งของกล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหาร
  • มีลมหรือแก๊สในท้องมาก ซึ่งการร้องไห้อาจทำให้ทารกกลืนลมจำนวนมากเข้าไปในท้องเพิ่มอีกด้วย
  • ปวดท้องที่มีสาเหตุมาจากฮอร์โมนในร่างกายปรับเปลี่ยน
  • ถูกรบกวนหรือถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายนอกมากเกินไป เช่น เสียง แสงไฟ เป็นต้น
  • พื้นฐานทางอารมณ์ของทารก หรือเด็กที่พ่อแม่มีปัญหาทางอารมณ์
  • การพัฒนาของระบบประสาทที่ยังไม่สมบูรณ์ หรือการระคายเคืองของระบบประสาท
  • ปัญหาจากการป้อนนม ได้แก่ ป้อนมากเกินไป น้อยเกินไป หรือป้อนผิดวิธี
  • ปัญหาทางสุขภาพของทารก เช่น กรดไหลย้อน หูอักเสบ โรคติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ ไส้เลื่อน แพ้นมวัว ผื่นผ้าอ้อม เป็นต้น

 

 

การบรรเทาอาการ

                เนื่องจากยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้จึงยังไม่มีวิธีรักษาโดยเฉพาะ อีกทั้งอาการโคลิคมักจะดีขึ้นหรือหายไปเองเมื่อทารกมีอายุประมาณ 3-4 เดือน แต่ยาบางชนิดก็อาจช่วยได้ เช่น ไซเมทิโคน ที่ใช้หยดลงในขวดน้ำหรือป้ายที่นมแม่ก่อนให้นม มีฤทธิ์ช่วยลดแก๊สหรือกรดเกินในกระเพาะอาหาร โดยต้องอยู่ใต้การดูแลของกุมารแพทย์เพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ เมื่อลูกน้อยมีอาการกำเริบคุณแม่สามารถรับมือโดยวิธีการดังนี้ค่ะ

1. เมื่อเกิดอาการให้ลองอุ้มลูกในท่าคว่ำ โดยให้ลูกอยู่บนปลายแขนขวางลำตัว ใช้มือประคองศีรษะลูกไว้ จากนั้นคุณแม่นั่งโยกตัวบนเก้าอี้เบา ๆ ไปมา หรือจะเดินไปมาในท่าเดียวกัน

2. ห่อตัวลูกให้เขาเกิดความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นเหมือนอยู่ในท้องแม่

3. อาการโคลิคอาจเกิดจากการส่งผ่านนมวัวจากแม่สู่ลูก ในกรณีที่คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมจึงควรงดดื่มหรือกินอาหารที่ทำจากนมวัว รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมคาเฟอีน อาหารจำพวกพืชตระกูลถั่ว ไข่ หัวหอม กระเทียม องุ่น มะเขือเทศ กล้วยหอม ส้ม สตรอเบอร์รี่ หรืออาหารรสเผ็ดร้อน เป็นต้น แต่หากว่างดแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ยังร้องไห้เหมือนเดิม ก็สามารถกลับไปกินได้ตามปกติ

4. ลองอุ้มลูกแนบอกเงียบ ๆ ประมาณ 10-15 นาที เสียงหัวใจที่เต้นจากอกคุณแม่อาจจะช่วยสยบอาการได้

5. อาการปวดท้อง แน่นท้อง ที่มีลมในกระเพาะมากเกินไป เป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกร้องไห้ ดังนั้น ควรทำให้ลูกได้เรอทุกครั้งหลังกินนม หรือหากใช้ขวดนมอย่าปล่อยให้ลูกดูดขวดนมเปล่าหรือดูดจุกนมที่มีรูใหญ่เกินไป

 

 

อาการแบบไหนจึงจะต้องไปพบแพทย์

                ถึงแม้ว่าคุณแม่จะสามารถบรรเทาอาการโคลิคได้ด้วยตัวเองที่บ้าน แต่ถ้าพบว่าลูกน้อยมีดังอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย คุณแม่ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์โดยด่วนค่ะ

  • เมื่ออุ้มขึ้นมาแล้วทารกตัวอ่อนปวกเปียก
  • กระหม่อมบุ๋ม ตัวเขียว หรือผิวซีด
  • มีอาการชัก มีอาการหายใจผิดปกติ
  • ไม่ยอมกินนม อาเจียนเป็นของเหลวสีเขียว ๆ อุจจาระเป็นเลือด
  • มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียสสำหรับทารกที่อายุต่ำกว่า 3 เดือน หรือมีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียสสำหรับทารกที่อายุ 3-6 เดือน

 

 

                การดูแลและรับมือกับลูกน้อยที่มีอาการโคลิคนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ แต่ถึงกระนั้นก็อยากให้คุณแม่คิดอยู่เสมอว่าอาการโคลิคเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้กับทารกทุกคน และอาการจะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป หากรับมือไม่ไหวอาจขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ และสมาชิกในครอบครัวให้ผลัดกันช่วยดูแลในยามที่ลูกน้อยมีอาการโคลิค หรือสามารถขอคำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพเด็กได้ที่สายด่วนโรงพยาบาลเด็ก หมายเลขโทรศัพท์ 1415 ค่ะ

 

บทความโดย : goodjob for kids